This entry belongs to 

 

 

 

     

                ...ตะวันเคยเลี้ยงหมา และสบตากับเจ้าสปิทช์สีขาวขนปุยทุกวันตอนเดินกลับบ้าน

 

                คิดอยู่ว่าช่างเป็นหมาที่สวยอะไรขนาดนี้

 

                แต่ไม่ได้คิดว่าวันนึงจะต้องมาเป็นเอง

 

                เธอทดลองเอียงหูไปข้างๆ แบบที่จำได้ว่าหมาที่บ้านเคยทำ ไม่ได้ยินอะไรเลยนอกจากเสียงนก และเสียงหมาป่าในทิศนึง

 

                ต้องไปไหนทำอะไรนะ หญิงสาวนวดหัวคิ้วด้วยมือขวาที่ยังเป็นแขนมนุษย์อยู่ สิ่งเดียวที่เหมือนตัวตนของเธอจากทั้งร่างกาย (เช็คแล้วตอนตื่นขึ้นมา) แต่เป็นสิ่งเดียวที่ให้ความรู้สึกเฮอร์เร่อแปลกแยก คือมันมีอะไรไม่รู้หยึยๆวืดๆวนอยู่บนฝ่ามือ แต่ทดลองยื่นมือทำท่าปล่อยพลังแล้วก็ไม่มีอะไรออกมา

 

                คิดว่าเก็บไว้ก่อนไม่เป็นไร ตามการ์ตูนแล้วโมเม้นต์คับขันมันต้องปล่อยพลังอะไรออกมาได้แหละมั้ง...

 

                มั้งนะ...

 

                ตะวันมองรอบๆ ประสาทตื่นตัวเต็มที่ เธออยู่ในโลกแห่งความฝันตามการทดลอง เป้าหมายยิ่งใหญ่คือตามหาปีศาจ

 

                แต่ส่วนใหญ่ผู้กล้ามันไม่ได้จุติกลางป่ากลางเขากลางทุ่งดอกไม้...

 

                เอาเป็นว่าเดินไปเรื่อยๆก่อนละกัน เดี๋ยวอีกซักพักคงเจอเมือง... ไอ้ทุ่งนี่มันก็สวยดีอยู่ ครั้งสุดท้ายที่ไปเที่ยวต่างจังหวัดก็ตั้งนานมากแล้ว เธอเด็ดดอกไม้มาเสียบข้างหูตั้งๆ  แล้วเดินชมวิวไปตามทางเรื่อยๆ

 

                นี่ไม่ได้อู้นะ เหมือนกำลังพักก่อนทำงานจริงๆจังๆไง

 

                ***

 

                พอออกจากเขตป่าก็เจอแม่น้ำและกำแพง กำแพงสูงแบบวอลล์มาเรียในเรื่องไททัน หรือกำแพงของอิสราเอลในเรื่อง World War Z ที่อธิบายเพื่อจะบอกว่าปีนไม่ได้แน่ๆ เห็นซุ้มประตูอยู่ลิบๆ มีธงสีขาวกับตรามงกุฏสีทอง แต่ตะวันยังไม่ทันนึกออกว่านี่ตราของประเทศไหน ก็มีกวางพุ่งตัดหน้า

 

                ไม่เชิงเป็นกวาง คือ ก็เป็นกวาง แต่เป็นกวางที่มีตัวเป็นมนุษย์ หรือจะมองว่าเป็นมนุษย์ที่มีท่อนล่างเป็นกวางก็ได้ ละท่อนที่เป็นกวางมีผ้าคลุม นึกภาพออกไหม คือถ้านึกไม่ออกไม่เป็นไร เอาเป็นว่าตะวันสปีดตามไปแล้ว

 

                ไม่ ไม่ได้หิว

 

                คือคนสวยกำลังหลงทาง คนสวยต้องการเพื่อนร่วมตี้

 

                แม่กวางสาวหยุดหันมามอง แล้วเริ่มพูดภาษาที่ไม่ใช่ภาษาไทยแน่ๆ แต่ตะวันดันเข้าใจอย่างประหลาด เธอบอกว่าจะต้องเอาเอกสารไปส่ง แล้วพูดเป็นนัยๆว่าตัวเองเป็นทหาร และตามที่เดาไว้ระหว่างวิ่งตามคือนางเป็นเซนทอร์

 

                แต่นางยินดีช่วยนะ แค่ต้องตามไปที่ประตูเพราะนางรีบ

 

                ไปก็ไปสิคะ

 

                ตะวันตามคุณกวางไปจนถึงหน้าประตูทันเห็นการส่งข้าวของ แอบโน้ตไว้หน่อยว่าเจ๊กวางสวยดี และดูเหมือนจะเป็นหน่วยส่งสารของใครที่สำคัญ เพราะต้องเอาป้ายให้ทหารมนุษย์ จดหมายที่เธอได้รับมามีปลอกสีทองครอบมีตราสัญลักษณ์มงกุฏ อีกฉบับห่อด้วยหนังสัตว์ประทับตรา

 

                แม่งน่าสนใจมาก

 

                แต่ไม่น่าสนใจเท่าสิ่งที่นางจูงตามมาทีหลัง คือมันเหมือนไก่ แต่ไซส์มันใหญ่เท่าม้า มีอานและเชือกจูงพร้อม นางบอกว่านี่เป็นฟิลลี่

 

                "พวกเขาไม่มีม้า... เจ้าขี่ฟิลลี่เป็นไหม เผ่าเคไนน์เดินทางกลับเมืองด้วยเท้าคงลำบากแย่"

 

                เธอเอ่ย ยืนยันสิ่งที่คิดไว้ ตะวันเป็นเผ่าเคไนน์จริงๆ

 

                แต่ครั้งสุดท้ายที่ขี่อะไรซักอย่างคือม้าชายหาด เลยบอกไปว่าไม่เคยขี่ แต่เคยขี่สิ่งอื่นมาบ้าง ถ้าให้ลองดูซักพัก อาจจะพอขี่ได้ ...(มั้ง) พูดแบบนั้นพลางลูบไก่อย่างไม่แน่ใจ ตะวันมองไก่ นึกภาพลูกเจี๊ยบเกาะหัวหมา คราวนี้ล่ะหมาจะขี่ไก่บ้าง

 

                (ย้อนความให้เข้าใจกันอีกที ไก่ไซส์เท่าม้า)

 

                แต่ไก่ไซส์ม้านี้โอเคเว้ย!

 

                ตะวันขี่มันได้ดี ไม่หน้าแตก ไม่ว่าจะตามตัวอักษรหรือด้วยความหมายโดยนัย

 

                ระหว่างที่กำลังรื่นเริงอยู่ก็รู้สึกได้ว่าสาวกวางเหล่แขนขวามนุษย์ของเธอ

 

                “ข้าจะไปส่งเจ้าให้ใกล้เมืองมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ขอบอกไว้ก่อนว่า ‘พวกเขา’ จะไม่ยินดีเมื่อเห็นแขนของเจ้า และถึงแม้ข้าจะไปส่งเจ้า แต่จงถือว่าข้าทำงานของข้า และเจ้าแค่ตามข้ามาเฉยๆ เราไม่จำเป็นต้องรู้ชื่อของกันและกัน”

 

                สาวกวางคนนี้เอ่ยนิ่งๆอย่างสายคูลบ้างานแน่นอน ตะวันย่อยข้อมูลที่ได้ยินมาช้าๆ พวกเขานั่นไม่รู้ว่าจะหมายถึงใคร อันนี้ต๊ะไว้ก่อน แต่ที่รู้แน่คือสาวกวางคงจะทิ้งเธอไว้ ณ จุดใดจุดหนึ่ง และเราจะจบความสัมพันธ์หมากวางลงตรงนั้น

 

                แล้วเธอทิ้งตะวันไว้ที่ทางแยกอธิบายว่าหลังจากนี้ต้องโชว์เดี่ยวทำงานต่อ ตะวันไม่ได้รั้งเธอไว้แบบเข้าใจคนบ้างานดี อีกส่วนหนึ่งเพราะกำลังตื่นเต้นกับป้ายบอกทางภาษาอะไรไม่รู้ แต่จู่ๆอ่านออกเฉย เลี้ยวขวาไป Kingsbury กับ Bridgeport

 

                ฮัดช่าอันนี้จำได้ ตะวันอยู่ที่ Crownlands แน่นอน

 

                และตามสตอรี่แบบRPG เธอควรจะเดินไปเข้าเมือง แล้วเดี๋ยวก็จะมีเควสท์อะไรออกมาให้ทำ มีเบาะแสให้ตาม มี--

 

                หูหมาของเธอกระดิก มีก้อนเทาๆกองอยู่ริมถนน พอเดินเข้าไปใกล้ถึงเห็นว่าเป็นคน

 

                เควสท์มาเร็วกว่าที่คิดแฮะ

 

                ตะวันเดินตรงเข้าไปใกล้ ค่อนข้างระมัดระวัง เมื่อวันก่อนเพิ่งอ่านเจอข่าวพวกโจรดักปล้นที่แกล้งทำเป็นรถเสียรอเหยื่อใจดีจอดรับ

 

                เขาดูโอเค เหมือนแค่หลับไป

 

                กลางถนนเนี่ยนะ

 

                แตะหลังเขาเบาๆ แล้วเขาก็ขยับตัวตื่น ซักพักก็หันกลับมามองงงๆ

 

                นี่มันแฟนทอมออฟดิโอเปร่า ตะวันตาโต คือหนุ่มคนนี้มีหน้ากากบังหน้าไปครึ่งนึง หน้าทางซ้ายมีแผลเป็นจากหน้าผากถึงคาง เขาสะดุ้งแล้วรีบยกมือขึ้นบังหน้า

 

                "เอ่อ เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ" เขาเอ่ยเสียงแหบ แล้วไอสองสามที "คุณผู้หญิง.. พอจะบอกผมได้ไหมว่าที่นี่ที่ไหน?"

 

                อ๊ะ เสียงดีขึ้นละ แล้วพอเริ่มดี ตะวันก็สังเกตว่าจริงๆหมอนี่ก็หน้าตาดีนะ "ทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่" เขาดูสับสน

 

                อ่ะ คนสวยได้รูทหนุ่มหน้าตาดีความจำเสื่อม

 

                ตะวันส่ายหน้า แล้วแต่งเรื่องที่ดูพอจะน่าเชื่อว่าตัวเองเพิ่งฟื้นขึ้นมาเหมือนกัน ถ้าจะไป Kingsbury ก็ให้ตามเข้าตี้มานะ

 

                เยี่ยม พ่อหนุ่มก็จะไป Kingsbury เหมือนกัน และพอคุยกันซักพักก็พบว่านอกจากมานอนกลางถนนแล้ว เขาก็ดูมีสติ

 

                เผลอๆจะมีเยอะกว่าเธออีก ยกเว้นที่แป๊บๆก็จะเอามือปิดแผลเป็นบนหน้า ตะวันเหล่เขาสองสามที เห็นว่าเขามีไม้คทาสีเงินห้อยอยู่

 

                นักเวท เธอคิดในใจ สงสัยคงโดนเวทมนตร์ตัวเองกระทบกระเทือนเลยสลบไป... ไม่งั้นถ้ามีคนอื่น ป่านนี้คงจิ๊กคทาท่าทางมีราคานั่นไปแล้ว

 

                ไม่ได้คิดจะทำหรอกนะ

 

                หมาหญิงและหนุ่มหน้ากากเดินตรงไปเรื่อยๆ เขาทักว่าไก่เป็นของทหารที่ชายเขต Unaheim จากที่ฟังดูน่าอยู่ดี แต่เพราะเขาดูรู้เยอะ ตะวันเลยเอ่ยไปว่าไม่แน่ใจ...

 

                เดี๋ยวความแตก

 

                แล้วฟิลลี่จาก Unaheim ก็งอแงอยากพัก ดูท่าทางมันจะเหนื่อย ตะวันฉุกคิดเอาทีหลังตอนที่ผูกไก่แล้วนั่งพักข้างทางแล้วว่าพ่อหนุ่มหน้ากากไม่หอบเลยแม้แต่นิดเดียว

 

                แปลก...

 

                เธอจับตามองดูเขาจุดไฟตาแป๋ว หมอนี่หยิบอัญมณีขึ้นมาวางบนกิ่งไม้ แล้วไฟก็ติด

 

                เจ๋ง...

 

                "วันนี้อากาศดี ไม่หนาวมากเท่าไหร่" เขาว่าพลางถอดโค้ทแขวนบนกิ่งไม้ "จริงซี ผมยังไม่ได้ถามชื่อของคุณเลย.. ดูเหมือนว่าผมจะลืมใส่ใจเรื่องเช่นนี้เวลามาที่นี่..”

 

                ที่นี่เหรอ?...

 

                ตะวันมองเขาเดินตรงเข้ามาแล้วยกมือจะเชคแฮนด์ ดวงตาใต้หน้ากากสังเกตเห็นแขนมนุษย์ของเธอแล้ว แต่ไม่ได้ออกอาการอะไรเป็นพิเศษ

 

                “ขอบคุณที่ช่วยเหลือผมไว้ ถ้าคุณไม่ปลุกผม เกรงว่าคงจะมีอันตราย-” เขาว่า ก่อนจะหยุดพูด สายตามองมาที่กระเป๋าข้างตัวเธอ

 

                มันเป็นกระเป๋าที่เจอตอนตื่นในโลกนี้ ตะวันหยิบมันมาด้วยเพราะคิดว่าน่าจะเป็นของที่บริษัทเตรียมไว้ให้

 

                พ่อหนุ่มพ่นลมหายใจเบาๆ และยิ้ม

 

                ระหว่างที่กำลังตกใจว่าหรือหมอนี่จะเป็นปีศาจ ก็อดคิดไม่ได้ว่า เหย ดูดี

 

                แต่ประโยคถัดมานี่สิที่ทำให้อ้าปากค้างไปเลย

 

                "ดูเหมือนว่าผมคงต้องเตรียมการแนะนำตัวแบบใหม่เสียแล้ว...ผมชื่อจอมทัพ.. เหมือนในโลกของเรา..  จอมทัพ อัศวไวย รหัส 66059... ยินดีที่ได้รู้จักอีกครั้งหนึ่ง และฝากตัวด้วยนะครับ"

[EINT] Prologue : Intersomnia

posted on 11 Aug 2014 02:13 by sparklefamily in Wadtawan

 

 This entry belongs to 

 

 

                คุณรู้ไหมคะ เวลาที่คนเรามันสิ้นหวังถึงขีดสุด มันก็กล้าทำทุกสิ่งทุกอย่างล่ะค่ะ

 

                "So anyone got a question? No? So let's off to work! Remember the more you do, the more you get!"

 

                ตะวันลุกขึ้นจากเก้าอี้เงียบๆเมื่อได้ยินประโยคนั้น เธอหยุดยืนรอคนอื่นๆเดินออกจากห้องประชุมก่อน แล้วค่อยเดินตามออกไป คนอื่นๆนั่งลงที่โต๊ะ หน้านิ่วคิ้วขมวดไม่มีใครสีหน้าดีเลยซักคน

 

                ตะวันเดินไปถึงโต๊ะของตัวเองที่อยู่สุดทางเดิน หยิบแก้วน้ำปรินท์รูปมาสคอตของแอพพลิเคชั่นแชทที่โด่งดังขึ้นมา แก้วน้ำนี้ได้มาจากการแลกพอยท์สะสมที่ร้านสะดวกซื้อ ตะวันก็เป็นหนึ่งในพนักงานออฟฟิสเหยื่อการตลาดมากมายที่ต้องสังเวยรายได้จำนวนหนึ่งเพื่อแก้วน้ำสีเหลืองและช้อนกาแฟเข้าชุดกัน

 

                เธอเดินนวยนาดไปกดน้ำเพิ่ม ขณะที่พนักงานคนอื่นรัวคีย์บอร์ดใส่ห้องสนทนาลับประจำกลุ่มในบริษัท แสดงความเห็นเกี่ยวกับการประชุมล่าสุดกันไม่ยั้ง

 

                ตะวันดื่มน้ำไปอึกใหญ่ ยืนใจเย็นอยู่หน้าตู้กดน้ำ แล้วยังชงกาแฟสำเร็จรูปเพิ่มอีกแก้ว(ใช้แก้วกระดาษที่เตรียมไว้ให้)เดินกลับไปที่โต๊ะ หน้าจอคอมพิวเตอร์ปรากฏข้อความเตือนเป็นร้อย ตะวันอ่านผ่านๆ ส่วนใหญ่เป็นการแสดงความเห็นอย่างเผ็ดร้อน เธอสลับหน้าต่างเหมือนไม่ต้องการจะต่อบทสนทนาในห้องสนทนานั้น และเปิดหน้าจอโปรแกรมทวิตเตอร์ขึ้นมา มือซ้ายถือแก้วกาแฟขึ้นจิบ มือขวาพิมพ์ข้อความด้วยการลูบไปมาบนแป้นคีย์บอร์ด ประโยคที่จำกัดตัวอักษรไม่เกิน 140 เรียบเรียงตัวเอง กด Ctrl+enter ทีเดียว ก็อัพโหลดขึ้นไปอยู่บนอินเตอร์เนตด้วยเวลาไม่ถึงวินาที

 

                -พ่อเมิงเอ๊ย ทำธุรกิจแบบนี้ คงเจริญนักหรอก อิหอยหลอด อยากร้องเพลง Let it go เดินไปเซ็นต์ใบลาออกจริงโว้ยยย $%&*!@#$^@-

 

                ตะวันสลับหน้าจอ แล้วเริ่มทำงานต่อโดยไม่สนใจข้อความเตือนจากห้องสนทนา ใครคงคิดว่าเธอยอมรับการตัดสินใจสั่วๆของฝ่ายบริหาร หรือไม่ก็คิดว่าเธอไม่สนใจเนื้อหาในการประชุม เพราะในบริษัทที่เธอทำงานอยู่ ก็มีคนที่เป็นอย่างนั้นอยู่หลายคน และนั่นก็เป็นสาเหตุที่พวกเขายังทำงานอยู่ที่นี่ได้

 

                -คืนนี้นั่งทำเรซูเม่สมัครงานใหม่ดีกว่า-

 

                เป็นอีกหนึ่งข้อความที่ปรากฏบนทวิตเตอร์ เธอทวีตผ่านมือถือเมื่อหยุดรอเครื่องคอมพิวเตอร์รันตามคำสั่งให้ทันการคลิกเม้าท์

 

                -อย่างน้อยก็หาบริษัทที่ใส่แรมคอมมาพอกับสปีดงานที่สั่ง-

 

                พอทวีตออกไป มือถือก็มีข้อความเข้า เป็นข้อความเตือนการค้างชำระบิลค่าโทรศัพท์

 

                ตะวันรู้สึกอยากกลับบ้านนอกขึ้นมาตะหงิด ติดที่เธอดันเป็นคนกรุงเทพฯ ที่นี่เป็นบ้านเกิดของเธอเอง

 

                 หญิงสาวถอนหายใจเบาๆ วางมือถือลงกับโต๊ะ แล้วเริ่มทำงานต่อ

 

                ทำไปได้ซักพักก็ได้เวลาเลิกงาน ตะวันใส่หูฟังทำเป็นยุ่งเพื่อให้คนอื่นๆกลับบ้านไปก่อน ไม่ให้ใครรู้ว่ากำลังฟังเพลงจากเว็ปไซท์ฟังเพลงชื่อดัง และรัวคีย์บอร์ดเพื่อส่งผ่านความรู้สึกอัดอั้นตันใจขึ้นไปบนอินเตอร์เนต มีคนตอบกลับมาให้กำลังใจ ซึ่งเธอก็กล่าวขอบคุณ และยิ้มทั้งที่รู้ว่าอีกฝ่ายมองไม่เห็น

 

                ตะวันเอนพิงพนักเก้าอี้ที่ไม่สมกับสรีระและทำให้เธอปวดหลังทุกเย็น มองดูภาพตรงหน้า หน้าจอคอมพิวเตอร์เครื่องเดิม แสงจากหน้าต่างทิศคล้ายๆเดิม กองกระดาษโน้ตรกเหมือนเดิม ทั้งที่เริ่มทำงานไม่นาน แต่เธอกลับเบื่อมันจะแย่

 

                ถ้าตอนนี้มีงานอะไรดีๆ เธอคงไม่รีรอ อะไรก็ได้ให้หลุดออกจากตรงนี้ได้

 

                คิดถึงตรงนั้นก็มีเสียงโทรศัพท์เข้า ตะวันมองเบอร์โทรศัพท์แล้วก็เลิกคิ้ว ไม่โชว์เบอร์? พวกขายตรงหรืออะไรกันเนี่ย

 

                ดวงกุดนะคะ โทรมาผิดเวลามาก กำลังอยากระบายอารมณ์เลย หญิงสาวคิดในใจขณะกดรับ

 

                "สวัสดีค่ะ มะลิลาจากบริษัท Gyre Laboratorie--"

 

                "ถ้าเป็นเฮดฮันท์ บอกมาเลยค่ะว่าตำแหน่งอะไร อินดัสทรี่อะไร บริษัทอยู่ไหน ได้เงินเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นขายตรง สมัครประกัน บัตรเครดิต ตอนนี้ถังแตกแล้วค่ะ ไว้ต้นเดือนหน้าโทรมาใหม่นะคะ"

 

                ตะวันม้วนผมของตัวเองเล่น มองดูสีหน้าตัวเองในกระจก ชิ สิวขึ้นตรงปลายคาง

 

                ปลายสายชะงักไป คงไม่เคยเจอลูกค้าแบบนี้ จนเธอต้องพูดย้ำทั้งหมดอีกที แต่คุณมะลิลาพูดค่อนข้างวกวนไปหน่อย จับความได้แค่ว่าเป็นงานเสริมที่ได้เงินดี จากบริษัทชื่อไกอาร์อะไรซักอย่างที่ค่อนข้างคุ้นหู

 

                ตะวันเลยให้เธอส่งรายละเอียดเข้าอีเมลส่วนตัว เดี๋ยวจะกลับบ้านไปอ่าน แล้วก็วางสาย

 

                ด้วยการกระทำอย่างขั้นต้น เธออาจจะกลับบ้านไปเจอเมลสแปมจำนวนมหาศาลจนพื้นที่เต็ม แต่ ณ จุดนี้ตะวันเซ็งเป็ดมากแล้ว

 

                จะอะไรก็ได้มา เอาให้แม่งเต็มที่กันไปเลย

 

                ผู้เข้าร่วมการวิจัยทดลอง Intersomnia Project ครั้งที่ 66?

 

                ตะวันอ่านอีเมลตาปริบๆ นี่มันเหมือนพวกงานพาร์ทไทม์ทดลองใช้สินค้า ที่จะได้รับตัวอย่างเอาไปใช้อาทิตย์นึงแล้วกลับมาตอบแบบสอบถามป่ะนะ ถ้าแบบนั้นน่ะเคยทำ แค่ต้องดูว่าสินค้าเป็นสิ่งที่เธอสะดวกใช้ในชีวิตประจำวันรึเป---

 

                ความคิดสะดุดเมื่อตะวันเห็นตัวเลขค่าตอบแทน

 

                คุณมะลิลาพูดเรื่องนี้แต่แรกแม่งก็สมัครแล้ว ถ้าไม่ใช่พวกต้มตุ๋นละก็มีเฮ เงินขนาดนี้แทบจะดาว์นคอนโดบวกค่าโอนค่าส่วนกลางค่าน้ำค่าไฟผ่อนล่วงหน้าไปได้ตั้งหลายเดือน

 

                ห้านาทีผ่านไป ตะวันก็กรอกข้อมูลส่วนตัวลงในแบบฟอร์มเอ็กซ์เซลที่แนบมากับอีเมลครบ แบบฟอร์มไม่ได้ขอข้อมูลที่ไม่ควรเปิดเผย เธอเลยกรอกได้อย่างไม่ลังเล พอกดส่งอีเมลตอบกลับ คุณมะลิลาก็โทรกลับมาแจ้งว่าได้รับข้อมูลเรียบร้อยแล้ว จะรีบดำเนินการให้โดยเร็วที่สุด

 

                ยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดีค่ะ ตะวันคิดในใจ ยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี เธอเบื่อกาแฟสำเร็จรูปออฟฟิสเห่ยๆนั่นจะแย่แล้ว... 

               

                คิดไม่ถึงว่า เร็วที่สุดของคุณมะลิลาคืออีกแค่สิบห้านาที เธอโทรกลับมาและนัดหมายการสัมภาษณ์ในวันรุ่งขึ้น ทำเอาตะวันต้องสร้างเรื่องโกหกขึ้นมาลาป่วย และรีดชุดสูทแทบไม่ทัน

 

                ดีที่สำนักงานของบริษัทอยู่ใกล้ที่ทำงานเก่า ใช้เวลาไม่นานก็หาเจอ ทุกอย่างดูเร่งรีบรวดเร็วไปเสียหมด รู้ตัวอีกทีเธอก็นั่งกินข้าวหน้าเนื้อย่างอยู่ที่ร้านอาหารใกล้ๆ ถุงข้างตัวมีชุดปลูกผักสวนครัวเป็นที่ระลึกจากการสัมภาษณ์วางอยู่ แปลกดี เหมือนเธอจะจำคำถามที่ใช้ในการสัมภาษณ์ไม่ค่อยได้ เหมือนทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจริงๆ

 

                มือถือของตะวันดัง เมื่อเพื่อนร่วมงานส่งข้อความมาแสดงความเป็นห่วงที่เธออาหารเป็นพิษ และแนะนำให้ดื่มน้ำเกลือแร่เยอะๆ

 

                หญิงสาวพิมพ์ตอบขอบคุณ ส่งสติกเกอร์รูปคนป่วยนอนซมกลับไปและสั่งซุปมิโสะเพิ่มอีกถ้วย